วันพุธที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2551

พระมหาสมปอง - ธรรมะเดลิเวอรี่

ญาติโยมหลายท่านมักถามว่า "ท่านบวชเรียนมาตั้งแต่อายุยังน้อยอยู่ในเพศบรรพชิตมามากกว่าครึ่งชีวิต มีโอกาสสัมผัสชีวิตฆราวาสไม่มากนัก แล้วเอาข้อมูลวัตถุดิบหรือมุกมาจากไหนหนักหนา

" อาตมาก็ตอบว่าหลักๆ เลยก็คือ การอ่าน นอกจากนั้นก็หนัง ละครที่ญาติโยมดูกันนั่นแหละ พอตอบออกไปอย่างนี้โยมก็สวนกลับทันที "ไม่ผิดข้อห้ามหรือท่าน" อาตมาก็จะอธิบายไปว่าดูเพื่อให้เท่าทันกิเลสจะได้สกัดมันถูก และที่สำคัญ หากอาตมาไม่รู้หรือไม่เข้า ใจตลอดจนไม่เท่าทันเรื่องราวทางโลกและจะมาบรรยายธรรมให้ญาติโยมรู้สึกอินกันได้อย่างไร


ซึ่งนอกจากการอ่าน การดูและการฟังแล้ว หลายวัตถุดิบที่นำมาสร้างเป็นมุกฮา ก็ได้มาจากการพูดคุยกับเหล่าโยมๆนี่แหละ อย่างวันหนึ่งระหว่างที่อาตมากำลังฉันเพลอยู่ก็มีโยมท่านหนึ่งโทร.มา "พระอาจารย์เหรอคะ นี่อาตมาเองนะคะ"


"หา อะไรนะ"

"พระอาจารย์เหรอคะ นี่อาตมาเองค่ะ"

"ถ้าโยมแทนตัวว่าอาตมาแล้วอาตมาจะแทนตัวอาตมาว่าอะไร"

"อ๋อ ขอโทษค่ะ"


หลังจากนั้นก็คุยธุระกันจนจบ อาตมาก็กล่าวว่า

"เจริญพร"

"ค่ะ เจริญพรเช่นกัน" แน่ะ มีอวยพรให้พระด้วย


ข้างต้นก็คือ สิ่งที่มักจะเกิดขึ้นบ่อยๆ ระหว่างพูดคุยกับเหล่าญาติโยม จนถือว่าเป็นเรื่อง ปกติสำหรับอาตมาไปแล้ว หรืออย่างก่อนหน้านี้มีโยมผู้หญิงคนหนึ่ง เดินถือสังฆทานมาอย่างมาดมั่น พอเข้ามาในกุฏิแล้ว เธอก็มุ่งตรงไปที่พระบวชใหม่รูปหนึ่งทันที "ถวายสังฆทานค่ะ" พระบวชใหม่ด้วยความที่ยังจำบทสวดต่างๆ ไม่ค่อยคล่องนัก จึงหยิบหนังสือขึ้นมาดู "ไม่ต้องค่ะ" โยมผู้หญิงคนนั้นกล่าวอย่างหนักแน่นตามสไตล์สาวมั่น "ดิฉันท่องได้ค่ะเพราะคุณยายพาเข้าวัดตั้งแต่เด็กๆ" เธอพนมมือขึ้น
ก่อนกล่าวว่า


"อิมานิ มะยัง ภันเต สะปะริวารานิคิกขุ สังโฆ" (ที่ถูกต้อง จะต้องเป็นภิกขุ สังโฆ)


พระบวชใหม่มีสีหน้างุนงง ก่อนหันมาถามอาตมา


"คิกขุสังโฆ นี่มันฟังทะแม่งๆนะหลวงพี่" อาตมาเกรงว่าโยมผู้นั้นจะหน้าแตก ก็เลยตอบไปว่า


"คิกขุ แปลว่า น่ารัก สังโฆ แปลว่า สงฆ์ คิกขุสังโฆ ก็คือ แด่พระสงฆ์ผู้น่ารัก"


เท่านั้นแหละ พระใหม่รูปนั้นนั่งยืดทั้งวันเลย แต่ก็มีบางกรณี ที่การพูดผิดของคุณโยมทำให้อาตมาแทบจะสำลัก


อย่างเมื่อเร็วๆ นี้ มีโยมท่านหนึ่งโทรศัพท์มา "หลวงพี่ขา ขอเรียนเชิญนิมนต์ค่ะ" "ไปไหนล่ะโยม"


"ไปมรณภาพที่บ้านน่ะค่ะ"


โห นิมนต์พระไปตายถึงที่บ้านเลย อาตมาจึงบอกไปว่า ถ้านิมนต์ไปงานศพไปให้ได้ แต่ถ้าเชิญไปมรณภาพนี่ ช่วงนี้อาตมาไม่ว่างจริงๆ ขอตัวเถอะนะโยม


จากตัวอย่างที่อาตมาเล่าไว้ข้างต้น คุณโยมอาจจะเห็นเป็นเรื่องขบขัน แต่มันก็สะท้อน ให้เห็นความห่างเหินระหว่างคนกับวัดได้ในระดับหนึ่ง ปัจจุบันนี้คนจะนึกถึงวัดในกรณีพิเศษ เท่านั้น เช่นงานบวช งานศพ ต่างกับสมัยก่อนที่วัดเป็นศูนย์กลางของชุมชน ฆราวาสกับพระจึง สนทนากันไหลลื่น ไม่มีคำแปลกๆ หรือผิดที่ผิดทางออกมาให้พระสุดุ้งแต่อย่างใด ซึ่งถ้าพูดถึงศัพท์แสงที่แสลงใจแล้ว ตอนไปบิณฑบาตอาตมาจะเจอบ่อยมาก


เช่นมีอยู่ ครั้งหนึ่งระหว่างที่กำลังเดินๆอยู่ ก็ได้ยินเสียงใสๆ แว่วขึ้นมา "แม่ๆ พระมาขอข้าว" "มาเยอะไหมลูก" "มา 2อัน" โห เรียกอย่างกับชิ้นส่วนรถยนต์ นี่ถ้ามาเยอะๆไม่เรียกเป็นฝูงเลยเหรอ


ดังนั้นเวลาไปบรรยายธรรมให้นักเรียนฟังอาตมาจะนำเรื่องนี้ไปสอดแทรกเพื่อสอน เด็กๆด้วย


"ถ้าพระกิน เรียกว่า ฉัน"

"พระนอน เรียกว่า จำวัด" (บางคนเรียกขี้เกียจเป็นพระนอนไม่ได้)

"พระป่วย เรียกว่า อาพาธ"

"พระตาย เรียกว่า มรณภาพ"(ไม่ใช่เรียกป่อเต็กตึ๊งนะ)

"แล้วพระอาบน้ำล่ะเรียกว่าอะไรเอ่ย" คราวนี้อาตมาถามให้เด็กๆ ตอบบ้าง


"เรียกคนมาดู"


จบกัน

พระมหาสมปอง - วัตถุดิบในการเทศน์



ญาติโยมหลายท่านมักถามว่า "ท่านบวชเรียนมาตั้งแต่อายุยังน้อยอยู่ในเพศบรรพชิตมา
มากกว่าครึ่งชีวิต มีโอกาสสัมผัสชีวิตฆราวาสไม่มากนัก แล้วเอาข้อมูลวัตถุดิบหรือมุกมา
จากไหนหนักหนา"

อาตมาก็ตอบว่าหลักๆ เลยก็คือ การอ่าน นอกจากนั้นก็หนัง ละครที่ญาติโยมดูกันนั่นแหละ

พอตอบออกไปอย่างนี้โยมก็สวนกลับทันที

"ไม่ผิดข้อห้ามหรือท่าน"

อาตมาก็จะอธิบายไปว่าดูเพื่อให้เท่าทันกิเลสจะได้สกัดมันถูก และที่สำคัญ

หากอาตมาไม่รู้หรือไม่เข้า ใจตลอดจนไม่เท่าทันเรื่องราวทางโลกและจะมาบรรยายธรรมให
ญาติโยมรู้สึกอินกันได้อย่างไร

ซึ่งนอกจากการอ่าน การดูและการฟังแล้ว หลายวัตถุดิบที่นำมาสร้างเป็นมุกฮา ก็ได้มาจาก
การพูดคุยกับเหล่าโยมๆนี่แหละ

อย่างวันหนึ่งระหว่างที่อาตมากำลังฉันเพลอยู่ก็มีโยมท่านหนึ่งโทร.มา

"พระอาจารย์เหรอคะ นี่อาตมาเองนะคะ"

"หา อะไรนะ"

"พระอาจารย์เหรอคะ นี่อาตมาเองค่ะ"

"ถ้าโยมแทนตัวว่าอาตมาแล้วอาตมาจะแทนตัวอาตมาว่าอะไร"

"อ๋อ ขอโทษค่ะ"

หลังจากนั้นก็คุยธุระกันจนจบ อาตมาก็กล่าวว่า

"เจริญพร"

"ค่ะ เจริญพรเช่นกัน"

แน่ะ มีอวยพรให้พระด้วย

ข้างต้นก็คือ สิ่งที่มักจะเกิดขึ้นบ่อยๆ ระหว่างพูดคุยกับเหล่าญาติโยม จนถือว่าเป็นเรื่อง

ปกติสำหรับอาตมาไปแล้ว หรืออย่างก่อนหน้านี้มีโยมผู้หญิงคนหนึ่ง

เดินถือสังฆทานมาอย่างมาดมั่น พอเข้ามาในกุฏิแล้ว เธอก็มุ่งตรงไปที่พระบวชใหม่รูปหนึ่ง
ทันที

"ถวายสังฆทานค่ะ"

พระบวชใหม่ด้วยความที่ยังจำบทสวดต่างๆ ไม่ค่อยคล่องนัก

จึงหยิบหนังสือขึ้นมาดู

"ไม่ต้องค่ะ" โยมผู้หญิงคนนั้นกล่าวอย่างหนักแน่นตามสไตล์สาวมั่น

"ดิฉันท่องได้ค่ะเพราะคุณยายพาเข้าวัดตั้งแต่เด็กๆ" เธอพนมมือขึ้น

ก่อนกล่าวว่า

"อิมานิ มะยัง ภันเต สะปะริวารานิคิกขุ สังโฆ" (ที่ถูกต้อง

จะต้องเป็นภิกขุ สังโฆ)

พระบวชใหม่มีสีหน้างุนงง ก่อนหันมาถามอาตมา

"คิกขุสังโฆ นี่มันฟังทะแม่งๆนะหลวงพี่"

อาตมาเกรงว่าโยมผู้นั้นจะหน้าแตก ก็เลยตอบไปว่า

"คิกขุ แปลว่า น่ารัก สังโฆ แปลว่า สงฆ์ คิกขุสังโฆ ก็คือ

แด่พระสงฆ์ผู้น่ารัก"

เท่านั้นแหละ พระใหม่รูปนั้นนั่งยืดทั้งวันเลย

แต่ก็มีบางกรณี ที่การพูดผิดของคุณโยมทำให้อาตมาแทบจะสำลัก

อย่างเมื่อเร็วๆ นี้ มีโยมท่านหนึ่งโทรศัพท์มา

"หลวงพี่ขา ขอเรียนเชิญนิมนต์ค่ะ"

"ไปไหนล่ะโยม"

"ไปมรณภาพที่บ้านน่ะค่ะ"

โห นิมนต์พระไปตายถึงที่บ้านเลย อาตมาจึงบอกไปว่า

ถ้านิมนต์ไปงานศพไปให้ได้

แต่ถ้าเชิญไปมรณภาพนี่ ช่วงนี้อาตมาไม่ว่างจริงๆ ขอตัวเถอะนะโยม

จากตัวอย่างที่อาตมาเล่าไว้ข้างต้น

คุณโยมอาจจะเห็นเป็นเรื่องขบขัน

แต่มันก็สะท้อน

ให้เห็นความห่างเหินระหว่างคนกับวัดได้ในระดับหนึ่ง

ปัจจุบันนี้คนจะนึกถึงวัดในกรณีพิเศษ

เท่านั้น เช่นงานบวช งานศพ ต่างกับสมัยก่อนที่วัดเป็นศูนย์กลางของชุมชน

ฆราวาสกับพระจึง

สนทนากันไหลลื่น ไม่มีคำแปลกๆ

หรือผิดที่ผิดทางออกมาให้พระสุดุ้งแต่อย่างใด

ซึ่งถ้าพูดถึงศัพท์แสงที่แสลงใจแล้ว

ตอนไปบิณฑบาตอาตมาจะเจอบ่อยมาก

เช่นมีอยู่

ครั้งหนึ่งระหว่างที่กำลังเดินๆอยู่ ก็ได้ยินเสียงใสๆ แว่วขึ้นมา

"แม่ๆ พระมาขอข้าว"

"มาเยอะไหมลูก"

"มา 2อัน"

โห เรียกอย่างกับชิ้นส่วนรถยนต์

นี่ถ้ามาเยอะๆไม่เรียกเป็นฝูงเลยเหรอ

ดังนั้นเวลาไปบรรยายธรรมให้นักเรียนฟังอาตมาจะนำเรื่องนี้ไปสอดแทรกเพื่อสอน

เด็กๆด้วย

"ถ้าพระกิน เรียกว่า ฉัน"

"พระนอน เรียกว่า จำวัด" (บางคนเรียกขี้เกียจเป็นพระนอนไม่ได้)

"พระป่วย เรียกว่า อาพาธ"

"พระตาย เรียกว่า มรณภาพ"(ไม่ใช่เรียกป่อเต็กตึ๊งนะ)

"แล้วพระอาบน้ำล่ะเรียกว่าอะไรเอ่ย" คราวนี้อาตมาถามให้เด็กๆ

ตอบบ้าง

"เรียกคนมาดู"

จบกัน

วันพฤหัสบดีที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2551

สวัสดีปีใหม่ - ท่องไพร ไทยแลนด์ - สวิสเซอร์แลนด์เมืองไทย


ปีใหม่ปี 2551 นี้ ได้มีโอกาสไปขับรถพาคุณพ่อคุณแม่เที่ยว ทำบุญไปเรื่อยโดยเส้นทางตามแผน คือ

***วัดอัมพวัน (สิงหบุรี) - พระพุทธชินราช (พิษณุโลก) - ล่องกลับ ชมวิว - อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง - แคมป์สน,เขาค้อ เพชรบูรณ์ ***

** ภาพฝาฝนังในโบถส์ **
















"น้ำตกแก่งโสภา ในอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง"



















**ขากลับเราใช้เส้นวังทองเพื่อไปตัดอ้อมออกเพชรบูร์ เพื่อชมวิวภูเขา..ผ่านร้านกาแฟตรงแคมป์สน ริมภูเขา ตรง ทิวเขา บ้านน้ำก้อ บ้านน้ำชุน ตรงนั้นเคยประสบอุทกภัยดินถล่มกันบ่อยครั้งครับเวลาน้ำหลาก แต่ วิวสวยมาก ๆ อากาศหนาวโดนใจสุดๆ ที่ไม่ค่อยดีคือพอหน้าแล้งมักจะมีไฟป่า พอหน้าน้ำก็มักจะมีดินถล่ม .. ชมวิวกันก่อนครับ..**

































พบกันทริปหน้าครับ

**ขอบคุณครับ**

D' Arny

วันพุธที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2551

4 เรื่องสุขภาพ.....เอามาฝากด้วยความปรารถนาดี


1. ทำอย่างไรจึงจะไม่แก่ และอายุยืน


คำตอบคือกินสายกลาง กินสายกลางคือกินมื้อเช้าและมื้อเที่ยง งดมื้อเย็น เปรียบตัวเราเป็นรถยนต์ ตื่นเช้ามาต้องเติมน้ำมันก่อน หรือกินมื้อเช้า รถจึงจะวิ่งได้ ถึงเที่ยงน้ำมันยังไม่หมด เติมอีกครั้ง ถึงเย็นก่อนนอนก็ยังไม่หมด ฉะนั้นถ้ากินมื้อเช้า มื้อเที่ยง จนถึงเย็น พลังงานยังเหลือแน่นอน ไม่จำเป็นต้องไปเติมอีก เพราะเวลานอนร่างกายจะนำพลังงานที่เหลือใช้ไปเก็บในที่ต่างๆ โดยตับเป็นผู้ทำงานนี้ ถ้าพลังงานเหลือมาก การเอาไปเก็บในที่ต่างๆก็มาก ทำให้อ้วน และแน่นอนถ้าเก็บไม่หมดโดยเฉพาะพวกไขมันตัวโตๆ จะต้องค้างอยู่ในหลอดเลือด ถ้าค้างสะสมมากเท่าใด รูหลอดเลือดก็จะเล็กลงทุกวัน เลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆได้น้อยลง อวัยวะทั้งหลายก็จะเสื่อมสภาพเร็วขึ้นหรือแก่เร็วขึ้น ถ้าวันไหนอุดตัน เช่นถ้าตันที่สมอง จะกลายเป็นคนพิการอัมพาตครึ่งซีก ถ้าอุดตันที่ไต ต้องล้างไต เปลี่ยนไต ถ้าตันที่ขา อาจต้องตัดขาทิ้ง ถ้าตันที่กล้ามเนื้อหัวใจ ก็จะไม่มีโอกาสได้สั่งลาใคร ฉะนั้นการกินมื้อเย็นจึงเป็นมื้อที่เร่งกระบวนการเสื่อมถึงเสียชีวิตให้เร็วขึ้นไปอีก มื้อเย็นจึงเป็นมื้ออันตราย เป็นมื้อตายผ่อนส่ง ยิ่งกินมื้อเย็นมาก ยิ่งผ่อนส่งมาก ตายเร็ว ถ้าไม่กินมื้อเย็น ก็จะแก่ช้า เสื่อมช้า อายุยืน การไม่กินอาหารมื้อเย็นเป็นเรื่องที่ต้องเอาชนะใจตัวเองอย่างมาก ถ้าใครทำได้จะตัดทั้งกิเลส สุขภาพดี อายุยืน และมีสมาธิดี ความมุ่งมั่นสูง ได้ประโยชน์ทั้งกายและใจ แต่ท่านต้องฝึกกระเพาะให้เกิดความเคยชิน วิธีฝึกมี 4 วิธี


1. ค่อยๆลดปริมาณอาหารมื้อเย็น ทีละน้อยๆเช่นลดกินข้าวจาก 2 จาน เหลือ1 1/2 จาน สัก 3-4 เดือน โดยมีข้อแม้ว่าหลังอาหาร เย็นแล้วห้ามกินอาหารใดๆทั้งนั้นยกเว้นน้ำเปล่า พอกระเพาะชินแล้วลดเหลือ 1 จาน ต่อไปครึ่งจาน ต่อไปไม่กินข้าวเลยกินแต่กับ ต่อไปกินผักผลไม้ สุดท้ายงดอาหารเย็น


2. ร่นเวลากินอาหารเย็น เช่นจาก 2 ทุ่มมากิน 1 ทุ่ม ต่อไปเลื่อนเป็น 6 โมงเย็น 5 โมงเย็น 4 โมงเย็น 3 โมงเย็น ฯ


3. กินเม็ดแมงลักแทนมื้อเย็น ใช้เม็ดแมงลัก 2 ช้อนโต๊ะใส่ในถ้วยน้ำแกงหรือน้ำเปล่าคนแล้วดื่มทันที ดื่มน้ำตามอีก 4-5 แก้ว


4. กินมังสะวิรัตมื้อเย็น การกินผักผลไม้ถือว่าเป็นอาหารไม่มีพิษ ร่างกายจะได้พักไม่ต้องทำลายพิษของอาหารเนื้อสัตว์ พิษที่สะสมไว้ก่อนก็จะถูกตับ ไต กำจัดหมดไปเองได้ ร่างกายมีเวลาถึง 18 ช.ม. กำจัดพิษที่ติดมากับมื้อเช้า มื้อเที่ยงได้ทัน ฉะนั้นการไม่กินอาหารเย็น จึงเป็นเวลาที่ตับ ไต จะสามารถกำจัดสารพิษจากอาหารมื้อเช้าและเที่ยงได้หมด ร่างกายจึงบริสุทธิ์ทุกวัน



2. โรค Attention Deficit Trait ดย ผศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์ pasu@acc.chula.ac.th


ท่านผู้อ่านเป็นผู้หนึ่งที่ชอบทำงานในลักษณะของ Multitasking หรือไม่ครับ? คนกลุ่มนี้จะเป็นพวกที่สามารถหรือชอบที่จะทำงานหลาย ๆ อย่างไปในขณะเดียวกัน เช่นในขณะที่กำลังเช็คอีเมลทางคอมพิวเตอร์ ก็กำลังคุยโทรศัพท์สั่งงานกับลูกน้อง พร้อมทั้งดื่มกาแฟไปพร้อมกัน หรือในขณะที่กำลังนั่งประชุม ก็สั่งงานพร้อมทั้งหาข้อมูล และตัดสินใจผ่านทางเครื่องโน้ตบุ๊คที่ตั้งอยู่ข้างหน้า ในอดีตผมก็เคยชื่นชมคนพวกนี้นะครับว่า มีความสามารถมาก สามารถทำงานได้หลายอย่างในขณะเดียวกัน สามารถทำงานได้ออกมาเยอะ และดูยังสงบไม่ตื่นเต้นโวยวายเท่าใด แต่ท่านผู้อ่านทราบไหมครับ ว่า การทำงานในลักษณะ Multitasking นั้น กลับเป็นสาเหตุประการหนึ่งของโรคร้ายใหม่ในที่ทำงาน ที่เราเรียก Attention Deficit Trait หรือ ADT โรคนี้เป็นโรคที่เราจะเจอมากขึ้นเรื่อยๆ ในที่ทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวะแวดล้อมที่บังคับให้คนทำงานจะต้องทำงานด้วยความรวดเร็วมากขึ้น ทำงานหลายอย่างพร้อมๆ กัน จะต้องตื่นตัวตลอดเวลา ไม่มีเวลาหรือโอกาสได้สงบพักท่านผู้อ่านลองพิจารณาตัวท่านเองหรือบุคคลรอบข้างนะครับว่า เป็นโรคนี้หรือไม่?


ผมอ่านพบเจอโรคนี้จากวารสาร Harvard Business Review ฉบับเดือนมกราคม 2548 ในบทความชื่อWhy Smart People Underperform เขียนโดย Edward M. Hallowell ซึ่งเป็นจิตแพทย์ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในโรคที่เกี่ยวกับสมองและสมาธิทั้งหลาย คุณหมอท่านนี้ทำการรักษาอาการ Attention Deficit Disorder หรือ ADD มากว่า 25 ปี และ โรค ADD นี้เราเริ่มรู้จักกันมากขึ้นในเมืองไทย โดยเฉพาะผู้ที่มีลูกอยู่ในวัยเรียน เรามักจะเรียกโรคนี้ว่าเป็นโรคสมาธิสั้น


ผู้เขียนบทความนี้เขาพบว่า ในช่วงหลังๆ เริ่มมีผู้ใหญ่เข้ามารับการรักษาในอาการที่คล้ายกับโรคสมาธิสั้นกันมากขึ้น แต่เมื่อวินิจฉัยดูก็ไม่ได้เป็นโรคสมาธิสั้น แต่เป็นโรคอีกชนิดหนึ่งที่มีอาการคล้ายกับโรคสมาธิสั้น คุณหมอท่านนี้เลยตั้งชื่อใหม่ว่าเป็น Attention Deficit Trait หรือ ADT โดยสาเหตุของ ADT จะต่างจากโรคสมาธิสั้น เนื่องจากโรคสมาธิสั้นจะมีสาเหตุมาจากพันธุกรรมและสภาวะแวดล้อม แต่ ADT นั้น จะมาจากสภาวะแวดล้อมเป็นหลัก


ผู้ที่เป็นโรค ADT นั้น มักจะมีอาการสมาธิสั้น ไม่สามารถจดจ่ออยู่กับงานใดงานหนึ่งได้นานๆ ก็จะถูกดึงดูดด้วยงานอย่างอื่น มีความวุ่นวายอยู่ข้างใน (แต่มักจะไม่แสดงออกมาให้ผู้อื่นเห็น) ไม่ค่อยอดทน มีปัญหาในการจัดระบบต่างๆ (Unorganized) การจัดลำดับความสำคัญ และการบริหารเวลา


โรค ADT นี้ มักจะเริ่มก่อเกิดขึ้นเมื่อเราก้าวขึ้นไปเป็นผู้บริหารระดับสูงขึ้นเรื่อยๆ การที่มีความรู้สึกว่ามีงานด่วน หรือสิ่งที่จำเป็นและเร่งด่วนที่จะต้องทำเข้ามาเรื่อยๆ และท่านพยายามที่จะจัดการกับงานด่วนเหล่านั้นให้สำเร็จ จะเป็นบ่อเกิดที่สำคัญของโรค ADT เพราะเมื่อเรามีงานที่เร่งด่วน หรือจำเป็นเข้ามาเรื่อยๆ เราก็มักจะรับภาระความรับผิดชอบต่องานเหล่านั้น อีกทั้งไม่บ่นไม่โวยวายต่อภาระงานที่เพิ่มขึ้น เราจะก้มหน้าก้มตาพยายามทำให้งานสำเร็จ ทั้งๆ ที่กำลังความสามารถ และเวลาของเราไม่เหมาะสมและสอดคล้องกับปริมาณของงานที่เข้ามา ดังนั้น เมื่อเจอกับปริมาณงานที่เพิ่มขึ้นและเร่งด่วนขึ้น เราก็มักจะอยู่ในอาการของความรีบร้อนตลอดเวลา พยายามทำงานให้เสร็จโดยเร็ว

การทำงานหลายๆ อย่างไปพร้อมๆ กัน และขาดสมาธิต่อการทำงานๆ หนึ่ง (Unfocused) แต่ในขณะเดียวกัน บุคคลเหล่านี้ก็จะไม่บ่นไม่โวยวาย ดูจากภายนอกแล้วเหมือนจะไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น


ทีนี้ท่านผู้อ่านอาจจะสงสัยครับว่าโรค ADT จะก่อให้เกิดปัญหาอะไรขึ้น? ง่ายๆ ก็คือ ทำให้สมองเราสูญเสียความสามารถในการคิด วิเคราะห์ และทำงานอย่างละเอียดลึกซึ้ง จะส่งผลให้งานที่ออกมาเป็นงานที่เร็วแต่ไม่ลึก จะทำให้ความสามารถในการทำงานของเราลดน้อยลง การที่สมองเราจะต้องรับ วิเคราะห์ และประมวลผลข้อมูลต่างๆ เพิ่มมากขึ้น ความสามารถในการแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์ก็ลดลง อีกทั้งความผิดพลาดก็เกิดขึ้นได้มากขึ้น


โรคนี้ถือเป็นโรคใหม่ในที่ทำงานอย่างหนึ่งครับ เกิดขึ้นเนื่องจากสภาวะแวดล้อมในการทำงาน ที่ต้องการความรวดเร็ว และมีความสลับซับซ้อนมากขึ้น สมองเราจะต้องรับและประมวลผลข้อมูลต่างๆ มากขึ้นกว่าเดิม วัฒนธรรมในการทำงานในปัจจุบัน ก็เป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้เราเกิดโรคนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสำคัญของความเร็วในการทำสิ่งต่างๆ ในปัจจุบันดูเหมือนว่าเราต้องการความเร็วมากขึ้นเรื่อยๆ (เรามักจะคิดว่าในเมื่อคนทุกคนมีเวลาเท่ากัน ดังนั้น ผู้ที่มีความเร็วมากกว่าจะทำงานได้มากกว่า)


ท่านผู้อ่านลองสังเกตซิครับเวลาท่านขึ้นลิฟต์ ปุ่มไหนที่ท่านจะกดบ่อยที่สุด ปุ่มนั้นก็คือปุ่ม "ปิดประตู" เนื่องเพราะทุกคนเป็นทาสของความเร็ว ไม่สามารถรอให้ลิฟต์ปิดได้เอง


***ไม่ทราบว่าท่านผู้อ่านเป็นโรค ADT กันบ้างไหมครับ ผมลองสังเกตตัวเองก็รู้สึกว่าเป็นเหมือนกันครับ ทั้งสาเหตุและอาการก็เหมือนกับที่คุณหมอเขาเขียนไว้ในบทความของเขาเลยครับ เพียงแต่ท่านผู้อ่านอย่าเพิ่งตกใจนะครับ ถ้ารู้สึกว่าตนเองเป็น ADT เนื่องจากคนแต่ละคนจะมีวิธีการในการบริหารและจัดการกับโรค ADT ที่ต่างกัน (เนื่องจากสมองของคนแต่ละคนต่างกัน)***


3. ดื่มน้ำน้อยมีผลร้ายที่คุณคิดไม่ถึง ร่างกายของคนเราประกอบด้วยน้ำ 70 กว่าเปอร์เซนต์ เลือดเราประกอบด้วยน้ำ 90 กว่าเปอร์เซนต์ กระดูกเราก็ประกอบด้วยน้ำ 22 เปอร์เซนต์ ร่างกายเราเสียน้ำวันละ 2 ลิตรเศษ แล้วรับน้ำเข้าไป เพียงพอหรือไม่ ถ้าไม่พอเราก็ถือว่าขาดน้ำ ร่างกายและอวัยวะภายในจะรวนผิดปกติไปหมด


เลือดเราจะข้นหนืด ยากที่หัวใจจะสูบฉีดเลือดไปหล่อเลี้ยงร่างกายส่วนต่างๆ ของร่างกาย หัวใจเองนั่นแหละจะตีบตันเสียก่อน ต้องทำบายพาสกันวุ่นวาย ความจำก็จะเสื่อมหรือเป็นอัลไซเมอร์ เพราะเลือดเลี้ยงสมองไม่พอ เส้นเลือดก็จะตีบตันหมดหรือไม่มีเลือดจะขึ้นไปเลี้ยง


จากประสบการณ์ที่พบคนไข้ที่เป็นโรคความจำเสื่อม เป็นถึงระดับผู้บริหารใหญ่ๆก็หลายท่าน ดื่มน้ำวันละ 2-3 แก้ว ไม่เกิน 500 ซี.ซี. เลือดก็ข้นหนืด เต็มไปด้วยไขมัน สังเกตุได้หัวตาเหมือนกับเอาพู่กันป้ายสีขาวไว้ และก็ฟันธงได้เลยว่าทุกรายถ้าดื่มน้ำอย่างนี้คลอเรสเทอรอลสูงทุกคน รอให้เส้นเลือดอุดตันได้เลย


ดื่มน้ำน้อยมาก เลือดคงจะข้นหนืด ผนังมดลูกคงจะแห้งไม่ลอกหลุดออกมาเมื่อมีไข่ตก และไม่ได้รับการผสมพันธุ์ เลือดนั้นก็ยังสะสมเป็นของเสียอยู่ที่ผนังมดลูกเดือนแล้วเดือนเล่า เมื่อช่องทางการขับของเสียดำเนินไม่ได้ตามธรรมชาติ ร่างกายก็จะสร้างรั้วขอบเขตเป็นถุง เป็นเนื้องอก มาหุ้มห่อของเสียนั้นไว้ ของเสียก็จะค่อยๆกลายเป็นเนื้องอกและกลายเป็นมะเร็งในที่สุด


ช่องทางในการขับของเสียออกจะมีอยู่ 5 ช่องทางด้วยกันคือ 1. ไต ขับออกมาทางปัสสาวะ 2. ลำไส้ใหญ่ ขับออกมาทางอุจจาระ 3. ปอด ขับออกมาทางลมหายใจ 4. ผิวหนัง ขับออกมาทางเหงื่อ 5. รอบเดือน ขับออกมาทางประจำเดือน


4. เส้นโลหิตในสมองบกพร่อง - เคล็ดลับการวินิจฉัยอาการโรค Apoplexy


วิธีวินิจฉัยอาการ แพทย์แนะว่า คนข้างเคียงเพียงแค่ทดสอบผู้ป่วยด้วย 3 ข้อ

โปรดจำเคล็ดลับ STR ดังต่อไปนี้

S: (smile) ให้ผู้ป่วยยิ้ม

T: (talk) ให้ผู้ป่วยพูดประโยคที่มีสาระสมบูรณ์ เช่น วันนี้อากาศสดใสดีจัง

R: (raise) ให้ผู้ป่วยชูแขนสองข้าง


อาการอีกอย่างที่ไม่ควรมองข้าม ให้ผู้ป่วยแลบลิ้นออก ถ้าลิ้นม้วนหรือเบี้ยวไปข้างหนึ่ง ใช่แล้ว ส่ออาการอันตราย !!!


ถ้าผู้ป่วยมีอาการผิดปรกติข้อใดข้อหนึ่ง ให้รีบติดต่อแพทย์ ส่ง ร.พ.โดยด่วน

10 things every single girl must ownBy Amy Spencer

10 things every single girl must ownBy Amy Spencer

Sure, you've got the perfect shade of lipstick and the little black dress... but is that all you need? Hardly.

1. A fabulous photo of yourself (mee la) We all have that photo: The one where your smile, hair, and (let's be honest) bod all come together in one sexy little package, whether it's that snapshot from your hike in the Grand Canyon or that cocktail party photo where you're dressed to kill. Post that sucker at eye level on your fridge so your male guest can't help but notice it as he checks out if you have beer (see item #5). What he says: "Is that you?" What he means: "Daa-aamn, girl, you're hotter than I realized!" Keep a digital version handy so you can email it to online suitors or blind dates who want a glimpse of the goods beforehand. And never, ever throw it awayกXwhen you're 80-something it'll serve as an instant reminder that back in the day, you were a total dish!

2. A pretty pair of heels (mee la)Admit it. You feel like Maria from West Side Story (You feel pretty, oh so prettyกK) when you slip on a pair of nice heels. The good news is that these days, you can transform virtually any outfit to make it on-the-town ready by adding heels to a skirt, jeans, cropped khakis, whatever. And no, they don't have to be towering stilettos, even a pair of 1-inch kitten heels will make you stride a little more confidently. (Added bonus: The taller you are, the more cute men you'll be able to see around the room.)

3. An Eminem CD (mee la but can't sing along a)What's one of the first places a guy peruses when he walks into a woman's home? Her music collection. Good for you if you have an extensive one. But if all he sees is a stack of girl bands (say, the Indigo Girls, the Go-Go's, Joni Mitchell and the Bridget Jones' Diary soundtrack), he's going to panic. Balance out your collection with one CD, any CD, by Eminem and you have no idea how relieved he'll be. It shows you have an open mind and aren't easily offendedกXand that's music to any man's ears.

4. A great pickup line... and a way to blow 'em off (un nee noo+ say 'yes sure' to everyone comes around a', kanard nee yung mai work loey a', so seng)In this post-chivalrous period, we can't always depend on guys to initiate contact, so prepare thyself with one simple, non-cheesy icebreaker to lay on that cutie who's making his way to your area of the bar. Our favorite: "Hi. Having fun?" (Though a friend of mine has recently taken to asking well-dressed men, "Hetero, homo or metro?") And in cases when a guy initiates contact and you're not interested, better have a better blow-off than "Ummmm, no... " Our suggestion: "Sorry, I don't think the guy I'm seeing would appreciate it." Sure, it's a lie, but it'll let him down easyกXwithout destroying his ego or making him think you're a jerk.

5. A six-pack of good bottled beer (will do)A prepared single girl is ready to host and toast at any time. If you want to make a guy-guest feel at home and your girlfriends feel special, skip the mass-produced swill and go for microbrews like the exotically-named Smuttynose Shoals Pale Ale from Portsmouth, New Hampshire or the grandfather of microbrews, Sam Adams Boston Lager.

6. Bathroom reading (mai a' pai use others' bathroom deegwa')What man doesn't appreciate finding interesting reading in his sweetie's bathroom? So instead of tossing out your magazines when you're done reading them, toss them into a basket by the toilet. No need to go overboard with a stack of Sports Illustrated (if you don't follow sports, that would just be weird), but consider Newsweek or even Cosmopolitan (hey, this may be the only time he's a captive audience and can learn a few things). Or, just buy a book that's made for the bathroom, like Schott's Original Miscellany by Ben Schott ($10.17 at amazon.com) so he can learn a few things about shoelace lengths and sign language while he passes the, uh, time.

7. A business card (mee la)After the age of 18, it's no longer cute to scrawl your first name and phone number on a napkin and hand it to a man who wants to call you. So if your job doesn't provide a card or you'd prefer one with your personal email address and phone number on it, then have some made at your local Kinko's. The very budget-bound can get 250 full-color business cards for free from vistaprint.com if you don't mind the company's logo on the backside of the card. Hey, it's better than nothing. A napkin he can lose. A card he'll file and keep.

8. Earplugs (will do)Ah, there's nothing sweeter than a man who wants to cuddle up with you in bed for a long night's sleep. Unless กX SNZZGGHGHRRJJZZZ! กX he snores so loudly you can't get any sleep. Prepare thyself for surprise snorers with a pair of earplugs stashed in your nightstand. (2 pairs of Mack's brand self-described "snore-proof" plugs sell for $2.79 at cvs.com.)

9. A straight male friend on your speed-dial (mee la and will collect more huhuhu)Every girl knows she needs a gay male friend she can go to for fashion advice (a personal Queer Eye for Your Closet ). But when it comes to relationship advice, you need another source. While your female friends may have good intentions, if you really want to know if you should call that guy, save the guesswork and go to someone who's been there, done that.

10. A condom (no comment a'!!!!!)Hey ladies, you know the drill by now. If you want to be able to have spontaneous fun of the bodily kind, you have to prepare for it yourself. You can't always count on him to have something in his back pocketกXor a 24-hour drugstore on the route home. (Your new mantra: If you don't want it to break, you buy it.)

Amy Spencer writes relationship and lifestyle stories for Glamour, Maxim, Real Simple and other publications. She would like to thank her straight male friend for advising her on some of the essential items she was missing.