วันอังคารที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2561

“ทริปอีสาน เชียงคาน - อุดร ม่วนซื่น ปลาเข็มปลาทูพาไปเที่ยวค่ะ “




บันทึกการเดินทางของสองเด็กน้อย ปลาเข็มปลาทู กับป่าปี๊ม่ามี๊ บนกว่า 1,700 กิโลเมตร ผ่าน 10 จังหวัด พบเจอความสวยงามของประเทศเรา ด้วยสายตาตัวเขาเอง เรียนรู้สิ่งแวดล้อมใหม่ ภาษา อาหาร ที่จะช่วยให้เขาเติบโตต่อไป “ทริปอีสาน เชียงคาน - อุดร ม่วนซื่น “ ในรูปแบบคลิปบันทึกการเดินทาง ❤️
ความสุขอยู่ใกล้ๆตัวเรานี่เองครับ

เชิญคลิ๊กชมคลิปบันทึกการเดินทางได้เลยค่ะ

วันจันทร์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

เด็กน้อย กับภาพที่เขาวาด




โรงเรียนของหนู ไม่ไกลจากกรุงเทพเลย แต่ยังขาดแคลนมาก

ในสมัยที่ผมทำงานอยู่กับบริษัทในกลุ่มเครือยูทีซี (UTC Crop-USA) เราจะมีโอกาสได้ทำกิจกรรมร่วมกันในหมู่บริษัทที่มีบริษัทแม่เดียวกันอยู่ตลอดทั้งปี และหนึ่งในกิจกรรมที่ต้องยกเครดิตให้กับแม่งานหลัก ทีมกิจกรรมจาก บจก.แคเรียร์ ประเทศไทย ที่สร้างโปรเจคต้นแบบน่าสนใจมากๆชื่อว่า Green Shoot ที่สนับสนุนโรงเรียน และพัฒนาเด็กเล็ก (ชั้นประถม) กิจกรรมแบบนี้ในบริษัทอื่น ก็คงรวมเรียกว่าเป็นโปรเจค CSR ที่ตอบแทนสังคมส่วนหนึ่งนะครับ
  

ขอแตะรายละเอียดของกิจกรรมภาพกว้าง นิดเดียวนะครับ ว่าโครงการนี้มีอะไรให้เด็กได้เรียนรู้บ้าง ในหนึ่งโปรเจ็คเราจะรีโนเวทห้องเรียน โต๊ะเก้าอี้ ทาสีให้ใหม่ ติดแอร์ห้องที่โรงเรียนกำหนด(ประมาณ 3-4ตัว)  และติดเครื่องกรองน้ำประปาตู้ใหญ่ ให้เด็กครูอาจารย์ ได้ไว้ใช้ดื่ม  วันกิจกรรมหลัก อันเป็นวันหลังจากส่งมอบห้องเรียนแล้ว จะเป็นวันกิจกรรมรวมในลักษณะที่เป็นการละลายพฤติกรรมทั้งของพี่ๆ ที่มาร่วมช่วยกิจกรรม กับทั้งน้องๆในช่วงเช้า  พอบ่ายๆ จะเป็นการเข้าฐานกิจกรรมโดยแบ่งเป็นทีมๆ ซึ่งฐานกิจกรรมจะเกี่ยวกับการเรียนรู้ของพวกเขาเช่น  ฐานแปรงฟัน ที่จะสอนวิธีการแปรงฟันที่ถูกต้องให้กับอนาคตของชาติเรา พร้อมกับแจกอุปกรณ์ให้ติดกลับบ้านไปด้วย  ฐานวิทยาศาสตร์, ฐานการทำขนม  

สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากพักกลางวันวันนั้น คือ  "ก๊วยเตี๋ยว" เป็นเมนูสุดยอดปรารถนาของเด็กทุกคนด้วยในวันนั้นนะครับ ผมก็ด้วย .. ^__^

ภาพจากกิจกรรมกรีนชู้ด(ผมถ่ายตอนนั่งอยู่ในกลุ่มที่เขาแบ่งกับน้องๆ)


และต่อมาเป็นฐานที่ผมไปร่วมดูแลน้อง คือ ฐานระบายสี  ฟังดูไม่น่ามีอะไรใช่ไหมครับ เราแจกกระเป๋าผ้ารูดปิดปากถุงได้ และใช้สะพายหลังเป็นเป้ได้สีขาวเกลี้ยงๆ เรามีสีเทียนหลากหลายสี เราเปิดให้เด็กๆ วาดสิ่งที่เขาอยากวาดลงไป โดยใช้สีเทียนชนิดพิเศษที่ ภายหลังเราจะไปตากแห้ง และ จะใช้เตารีดรีดทับภาพที่น้องๆสร้างสรรค์ และให้เขาเก็บกระเป๋าที่เขาเพ้นด้วยตัวเองไว้ใช้ต่อไปได้  ในวันนั้นเรากำหนดธีมให้ว่าเป็น “ครอบครัวของฉัน



สื่อสารเรื่องรักธรรมชาติ
มาถึงตรงนี้ มุมมองของผมถูกทำให้เปลี่ยนไปตั้งแต่ผมได้เป็นกรรมการที่จะช่วยกันคัดว่า ภาพไหนองค์ประกอบครบถ้วน และจะได้รับรางวัลทุนการศึกษาเพิ่มเติม   ....พี่ยาหยี เป็นกรรมการร่วม ท่านเป็นผู้บริหารที่จบมาทางด้านจิตวิทยาแชร์การดูภาพให้ผมทราบ พอสรุปใจความได้ว่า 

“เด็กเล็กๆ สภาวะจิตของเขาจะ ใส ซื่อ บริสุทธิ์  ภาพที่เขาวาดลงไป เป็นการสื่อสารระหว่างความทรงจำในชีวิตของเขา ที่สะท้อนออกมาแบบตรงไปตรงมา."   

"บางคนวาดภาพบ้าน มีภาพคนอีกคน หรือ มีภาพคนแก่ หรือ ภาพหมา ใช้สีทึบๆ ดำๆ เหมือนบอกเราว่าชีวิตเขาไม่มีอะไรสดใสเอาเสียเลย  และเมื่อได้ลองสอบถามคุณครูท่านที่เป็นกรรมการร่วมถึงครอบครัวของเด็กคนนั้น ก็พบว่า เด็กหลายคนในโรงเรียนนี้ อยู่กับปู่ย่า หรือตายาย พ่อแม่ของเขาไม่ได้อยู่ด้วย เนื่องจากไปทำงานต่างถิ่น"

เรื่องราวของเด็ก คนนึ่งเขาต้องดูแลคุณปู่ที่กำลังป่วยอยู่ลำพังปู่-หลาน ระหว่างมาโรงเรียน จะมีหมา ที่อยู่เป็นเพื่อนคุณปู่ ก็ถูกถ่ายทอดผ่านภาพที่เขาระบายออกมา ฟังดูแล้วแอบห่วงนะครับ แต่หวังใจว่าความยากลำบากจะเป็นกำไรพลักดันชีวิตให้กับเด็กๆด้วยในเวลาเดียวกันครับ   

สลับมุมมาที่ภาพสดใสบ้าง ลักษณะภาพไม่ได้หมองหม่นกันทุกคนนะครับ ส่วนมากแล้วเด็กๆ จะระบายสีสดใส ใช้สีฉูดฉาด จินตนาการ เราจะได้แอบมองวิธีการวาดและวิธีการลงสี หรือให้สีของเด็กๆ ที่แสดงถึงความมั่นใจในสภาวะอารมณ์ มีระดับอารมณ์ (EQ) อย่างไร จากกิจกรรมนี้   


ลายเส้นปลาทู ตอน๔ขวบ สื่อสารครอบครัว
ในตอนท้ายเราช่วยกันเก็บรวมกระเป๋าที่น้องๆ เพ้นท์แล้วหลายร้อยใบ มาแขวนตากลมภายนอกอาคารเรียน จัดเป็นชั้นๆ ภาพเรื่องราวที่น้องๆ เพ้นท์ลงบนกระเป๋าพื้นสีขาว สื่อสารกับเราชัดเจนให้เห็นถึงความสุขของพวกเขาเวลาที่อยูกับครอบครัว ในหลากหลายบริบท ต่างจำนวนสมาชิก เราค่อยๆถือใบให้คะแนนเดินชมภาพฝีมือน้องๆไปเรื่อยๆ จนเรารู้สึกได้ว่า กิจกรรมนี้ไม่ได้ปลดปล่อยอารมณ์สุนทรีย์ของน้องเพียงฝ่ายเดียว ภาพของน้องๆ ได้ปลดปล่อยผมด้วย ภาพของเขา ขยายพื้นที่ในมุมมองของผมให้มีเพิ่มขึ้นกว่าเดิม .. 

ครั้งนั้นผมยังไม่มีครอบครัว แต่กำลังอยากมีครอบครัว เลยแอบจดจำ และสังเคราะห์กิจกรรมนี้ไว้ขึ้นใจ เผื่อวันหนึ่งจะได้มานั่งมองภาพที่ลูกของตัวเองวาดบ้าง ถ้าหากมีโอกาส (คิดในใจครับ ^_^\) 



ปลาทูวาดสื่อสารวันพ่อ ตอน๕ขวบ
มาถึงวันนี้ ปลาเข็ม ๙ขวบ ปลาทู ๗ขวบแล้ว เลื่อนฐานะตัวเองมาเป็นคุณพ่อลูกปฐมวัย ได้มีโอกาสมองภาพลูกตัวเองในหลายๆโอกาส และยังคงแอบอมยิ้มเสมอที่ ได้เห็นเขาวาดภาพ “ผู้ชายตัวอ้วน..มีแว่นบ้างไม่มีบ้าง กับภาพผู้หญิงสวยผมยาว จับมือกับเด็กชายเด็กผู้หญิง” อยู่ในภาพวาดเวลาที่พวกเขาวาดภาพเล่น หรือต้องวาดไปส่งคุณครูครับ


“เหตุการณ์ชิ้นเล็กๆ ที่ปะติดปะต่อเป็นความทรงจำของพวกเขา ทำให้เราได้ระลึกเสมอครับ ว่า เราก็คือคนหนึ่งที่ช่วยปะติดปะต่อภาพนั้นให้กับเขาอย่างไรด้วย ..


อ๋าครับ


พฤจิกายน ๒๕๖๐

ปลาทูวาดภาพวันพ่อ เผื่อให้คุณปู่ คุณย่า

Plakhem drawing @ 8 yrs.
ปลาเข็มวาดภาพกิจกรรมวันแม่ ปี ๖๐
ปลาทูสื่อสารผ่านการ์ดกำลังใจ ที่บ้านเรามักทำ และแอบให้กัน

วันอังคารที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2559

iPad Tip - เมื่อคีย์บอร์ดมันอยู่ที่กลางจอไอแพดของหนู

#iPadTip

เมื่อวันก่อนวัยโจ้ (พี่ปลาเข็ม) มีคำถามคาใจคากับเครื่องไอแพด๒ ของเขา เจ้าตัวปักใจว่ามันต้องเป็นเรื่องที่ไอแพดที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับอายุของเขา น่าจะต้องเก่าไปแล้วแน่เลย  ...














พี่ปลาเข็มเดินหน้ามุ้ยๆ  มาหาป่าปี๊

พี่เข็ม : ป่าปี๊คะ หนูเข้าใจว่าไอแพดของหนูมันน่าจะเก่าเกินกว่าจะใช้ต่อได้แล้วละมั่งคะ..?!?
ป่าปี๊ : “มันเป็นยังไงคะ ลูกเข็ม”
พี่เข็ม : “ คือว่าเวลาที่เราพิมพ์อะคะ  คีย์บอร์ดมันกระเถิบขึ้นมาอยู่กลางจอตลอดเลยคะ  หนูมองข้อความข้างหลังไม่เห็นเลยคะ  แต่ก่อนคีย์บอร์ดมันจะอยู่ล่างสุดของจอตลอดนะคะ ป่าปี๊ดูสิคะ?  ...สงสัยว่าเราต้องซื้อเครื่องใหม่แล้วละคะป่าปี๊”

(แสดงภาพคีย์บอร์ดกลางจอ)






















(ลูกสาวพูดจายังกะเป็นลูกสาวสตีฟ จ็อป) “

ป่าปี๊ : “ไหนครับ  ป่าปี๊ดูหน่อย  อึ๊ม!  มันอยู่กลางจอจริงๆ ด้วย ป่าปี๊ถามผู้รู้แป๊บ (หยุกยิกๆ-ก๊อกๆแก๊กๆ-มุชิๆ )” อมยิ้ม33
“อ๋อ!  ได้แล้วครับ  ปริศนามันอยู่ตรงหัวมุมนี่ครับ  ตรงมุมด้านล่างของคีย์บอร์ด นี่ไง (ตามภาพ)  เราเอานิ้ว ไปจิ้มที่มุม อย่างนี้นะคะ แล้วลากกลับลงมาด้านล่างที่เดิมได้เลยคะ” (ป่าปี๊โชว์อ็อฟเลยทีเดียว)
.
.
จริงๆแล้วมันสามารถแยกคีย์บอร์ดออกเป็นสองข้างได้อีกด้วยนะ  ดูดิๆ (^^)/


พี่ปลาเข็ม :  “โห! ป่าปี๊เก่งจังเลยคะ เย้ๆ .. ว่าแต่... แบบนี้หนูก็อดได้เครื่องใหม่อะดิป่าปี๊!  
.
.
ไม่น่าเลยนะคะ ...อมยิ้ม15

พี่เข็มกับน้องทู เรียนรู้วัฒนธรรมญี่ปุ่นผ่านกิจกรรม



















ไฟ๊โต๊ะ!  สู้! เพื่อไอแพด















เมื่อป่าปี๊ลุยน้ำ 

วันพฤหัสบดีที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2559

Daily PlaTwo - เหตุเกิดที่ซัมเมอร์ ปี 59




ค่ำวันหนึ่ง ปลาทู นั่งเล่นแพดอยู่หน้าทีวี  ป่าปี๊กลับมาจากทำงาน ยิงมุขมาตราฐานถามลูกๆ  

PP- What’s the cool things at school today? 

PK:  “ป่าปี๊! วันนี้ เพื่อนชื่อนัทพลักหนูหัวโขกตรงประตูเลย
(ลงทุน Demon ให้ดูโดยเดินไปเอาหัวโขกตรงลูกบิดประตู พี่เข็มเหลือบตามองว่า ไมน้องลงทุนขนาดนี้ ^_^)


PP- “อ้าว!  แล้วไม่เจ็บเหรอลูก....ไมเป็นเป็นงั้น เล่นกัน หรือเพื่อนแกล้งครับ?

PK- “หนูไม่รู้  หนูเดินอยู่ข้างหน้า  นัทก็พลักหนู หัวเลยไปโดนประตู ตอนนี้หายเจ็บแล้วป่าปี๊


PP- “เพื่อนขอโทษหนูยังแล้วหนูทำไงกับเขา..คืนไหม?  “เป็นป่าปี๊ ถ้าเขาไม่ขอโทษ ป่าปี๊ จะชกเขากลับเลย” หรือถามว่า “หรือจะไขว้กะเรา?” 
(ป่าปี๊อมยิ้มแกล้งยุปลาทูส่ง และกำหนดสถานการณ์ ทางสองแพ่งให้ปลาทูเลือกตัดสินใจ)


PK : “หนูเดินกลับไปหาเขา ถามนัทว่า ขอโทดยัง(แสดงสีหน้าเข้ม!ดุดันมว๊าก) แล้วเขาก็รีบขอโทษ หนูเลยให้อภัย...แต่แค่ครึ่งเดียว และหนูจะไม่ชกเขาตามที่ป่าปี๊บอกหรอก เพราะเขายังเคยทำดีให้กับหนูนิดนึง” 









วันอังคารที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2559

-`๏ ’- Cozy Travel เรียนรู้ ซึมซับความแตกต่างทางวัฒนธรรม เดินเที่ยว สิงคโปร์ กับหนูปลาเข็มปลาทู พักย่าน Bugis คะ -`๏ ’-


มหากาพย์รีวิวทริป ๕วัน ๔คืน การเดินทางไป ปตท. เอ้ย ต่างประเทศครั้งแรกของนู๋ปลาเข็มกับน้องปลาทู

ไปเรียนรู้ผ่านสัมผัสทั้ง๕ มีเฉียดๆสัมผัสที่๖ ของ ๒เด็กน้อยด้วยกันนะคะ

http://pantip.com/topic/35056625


หนูปลาเข็มเองคะ


วันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2558

นิทานสีขาว : ช็อคโกแลต

เวลาเราเจอบทความดีๆ เรามักพอจำได้เลาๆ แต่พอจะกลับไปหาเรื่องราวมาอ่านให้ละเอียด กลับหาไม่เจอ  ผมเลยถือเอาเพจนี้ เป็นที่เก็บความทรงจำดีๆ ที่ผ่านเข้ามาในระหว่างวันครับ
พี่เข็ม๗ขวบ ปลาทู๕ขวบ -เริ่มว่ายน้ำได้แล้ว ดำน้ำโชว์กล้องใหม่ป่าปี๊

พี่เข็ม๗ขวบ ปลาทู๕ขวบ ไปเที่ยวมูร่าฟาร์ม หัดทำไอศรีมกับพิซซ่า ที่ฉะเชิงเทรากัน

ช่วงนี้ ชอบอ่าน ชอบฟังนิทานมาก เพราะอยากมีนิทานสะสมอยู่ในร่างกาย เอาไว้เล่าให้ลูกฟัง สำหรับการเล่านิทานที่บ้านเรา กลายเป็นวิธีการสื่อสารเรื่องการเรียนรู้บทเรียนชีวิตผ่านนิทานที่ฝากแง่มุมดีๆ ให้เรามีกำลังใจในการดำเนินชีวิตต่อไป และเพิ่มความเข้มแข็งในการมองโลกด้านบวก ให้มีต่อไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ
พี่เข็ม๗ขวบ น้องทู๕ขวบ ไปเที่ยวหัวหินกัน พักซีเครท การ์เด้น
วันนี้ ผมได้อ่านนิทานผ่านเพจพี่ Prakal's blog ซึ่งผมเป็นแฟนเพจมาตลอด เป็นขนาดถึงเอางานเขียนของพี่ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร ไปอ้างอิงในงาน IS ขณะที่ผมเรียนปริญญาโทเสียด้วย  ติดตามอ่านด้วยกันครับ

นิทานสีขาว เรื่อง ช็อคโกแลต ของท่านผู้เขียนคนเดิม ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ซึ่งอยู่ในหนังสือนิทานสีขาว ของสำนักพิมพ์ฟรีมายด์ มาให้อ่านกันอีกเรื่องหนึ่งครับ เผื่อว่าจะได้แง่คิดสอนใจ และจะช่วยลดความเหนื่อยล้าจากการทำงานลงได้ไม่มากก็น้อยครับ
บั๊ดเป็นเด็กชายตัวเล็ก ๆ อายุ 10 ขวบ วันหนึ่งป้าของบั๊ดมาเยี่ยมครอบครัวของบั๊ดที่บ้าน ป้าเพิ่งไปเที่ยวต่างประเทศมาจึงซื้อของมาฝาก พ่อ แม่ และบั๊ดมากมาย แต่ที่บั๊ดเห็นแล้วตาลุกวาวคือช็อกโกแลตแท่งโตที่ป้าบอกว่าเป็นยี่ห้อที่อร่อยที่สุดของประเทศนั้น
ความจริงบั๊ดเป็นเด็กเอื้อเฟื้อคนหนึ่ง แต่ครั้งนี้เขาเลือกที่จะเก็บช็อกโกแลตไว้กินคนเดียว เพราะเป็นสิ่งที่เขาชอบมาก ดังนั้นเมื่อป้ากลับไปแล้วบั๊ดจึงคว้าช็อกโกแลตแล้ววิ่งเข้าไปในห้องนอนของตัวเองทันทีโดยที่พ่อและแม่ไม่ทันได้สังเกตเห็น
“เอาเข้ามากินในห้องอย่างนี้ไม่มีใครแย่งเราได้ เราจะได้กินช็อกโกแลตแท่งนี้ให้เต็มที่ไปเลย” บั๊ดพูดกับตัวเองด้วยความกระหยิ่มยิ้มย่อง
พี่เข็ม๗ขวบ ปลาทู๕ขวบ ไปเที่ยวศูนย์แสดงพันธุ์สัตว์น้ำ สมุทรสาคร
ภาพที่ร้านอาหาร  หัวหิน
บั๊ดลงมือแกะห่อช็อกโกแลตพลางจินตนาการถึงรสชาติเข้มข้นหวานมันที่กำลังจะแตะลิ้นในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า แต่แล้วจู่ ๆ ก็มีเสียงร้อง เรียกชื่อเขาดังมาจากหน้าบ้าน
“บั๊ด บั๊ด ยู้ฮู! บั๊ด”
เสียงเรียกแบบนี้คงเป็นใครไปไม่ได้นอกจากเพื่อน ๆ ของเขาเอง พวกนั้นคงชวนไปเตะฟุตบอลเหมือนทุกวัน แต่วันบั๊ดแสร้งทำหูทวนลมเสีย เพราะเขาอยากกินช็อกโกแลตมากกว่าออกไปวิ่งเล่น
“บั๊ด บั๊ด เฮ้! บั๊ด อย่ามาทำไก๋ เรารู้นะว่านายอยู่บ้าน นั่นไง รองเท้านายวางอยู่นั่น เราเห็นนะเพื่อน”
เพื่อนของบั๊ดฉลาดเป็นกรด บั๊ดจึงต้องวางช็อกโกแลตแล้ววิ่งไปที่หน้าต่าง
“โทษทีเราหลับอยู่ พวกนายมีอะไรหรือเปล่า” บั๊ดชะโงกหน้าออกไปถามจึงได้รู้ว่าเพื่อน ๆ มากันหลายคนทีเดียว เพื่อนคนที่ตะโกนเรียกบั๊ดตอบว่า
“จะมีอะไรล่ะ ก็มาชวนไปเตะบอลน่ะสิ นายนัดพวกเราเองนะ จำไม่ได้รึไง”
“วันนี้เราไปไม่ได้แล้ว พวกนายไปเล่นกันก่อนเถอะ”
“ทำไมล่ะ”
“เรา…” บั๊ดคิดคำแก้ตัว “อ้อ ใช่แล้ว เราต้องทำการบ้าน”
“การบ้านอะไร” เพื่อนอีกคนถามขึ้น บั๊ดจึงได้รู้ว่ามีคนที่เรียนห้องเดียวกันกับเขาปะปนอยู่ในกลุ่มนั้นด้วย บั๊ดตกใจ “ไม่มีสักหน่อยนี่นา” เพื่อนห้องเดียวกันคนนั้นหันไปพูดกับคนอื่น ๆ แล้วเด็กชายที่ตะโกนเรียกบั๊ดจึงร้องถามบั๊ดว่า
“เฮ้ บั๊ด นายเป็นอะไรกันแน่..หรือว่าพ่อซื้อเกมใหม่มาให้แล้วแอบเล่นคนเดียว..ดีล่ะ พวกเราจะขึ้นไปบุกห้องนอนเพื่อเล่นเกมสุดมันนั้นด้วย”
‘ถ้าพวกนี้มาเห็นช็อกโกแลตเรา เราก็จำต้องแบ่งให้ แล้วจะเหลือกินเองสักเท่าไรล่ะ’ สมองของบั๊ดคิดเรื่องช็อกโกแลตขึ้นมาทันที แล้วปากเขาก็ร้องขึ้นเร็วเท่าความคิดว่า
“ไม่มี ๆ ไม่มีอะไรทั้งนั้น เอาล่ะ ๆ เราจะลงไปเดี๋ยวนี้ พวกนายรออยู่ตรงนั้นแหละ”
พูดจบบั๊ดก็วิ่งกลับมาที่เตียงนอนแล้วเอาช็อกโกแลตที่แกะค้างไว้แต่ยังไม่ได้กินแม้แต่น้อยซุกไว้ใต้ผ้าปูที่นอน เพราะเป็นที่ที่เขาแน่ใจว่าจะปลอดภัยจากมนุษย์ทุกคนในโลก จากนั้นจึงวิ่งลงไปหาเพื่อน ๆ ที่รออยู่ด้านล่าง
เด็ก ๆ เล่นฟุตบอลกันตั้งแต่บ่ายถึงเย็นจึงชวนกันเลิก วันนี้ทุกคนยังไม่กลับบ้านของตัวเองทันที แต่กลับชวนกันไปเล่นที่บ้านของบั๊ดต่อ บั๊ดซึ่งมีใจพะวงถึงแต่ช็อกโกแลตใต้ผ้าปูที่นอนอยู่ตลอดเวลาจำต้องตอบรับคำขอของเพื่อนๆ อย่างเสียไม่ได้
ปกติเวลาบั๊ดชวนเพื่อน ๆ มาเล่นที่บ้าน เขาจะพาเพื่อน ๆ ขึ้นไปเล่นบนห้องนอน แต่วันนี้บั๊ดไม่เอ่ยปากชวนใครขึ้นไปบนห้องนอนของเขาเลย ดีที่แม่ของบั๊ดทำขนมอบไว้จึงนำขนมอบและน้ำหวานมาให้บั๊ดและเพื่อน ๆ กินกันอย่างอิ่มหนำสำราญ ทุกคนสนุกสนานเฮฮายกเว้นบั๊ด แต่ก็ไม่มีใครสังเกตเห็น
‘เมื่อไรเจ้าพวกนี้จะกลับไปเสียทีนะ เราเสียเวลาอยู่กับพวกมันมาทั้งวันแล้ว เราอยากกินช็อกโกแลตของเราเสียที’ บั๊ดคิดซ้ำไปซ้ำมาด้วยความหงุดหงิด
กระทั่งถึงเวลาอาหารเย็น เด็ก ๆ จึงขอตัวกลับบ้าน บั๊ดดีใจมากแต่ต้องเก็บซ่อนอาการไว้ ครั้นเพื่อน ๆ กลับไปจนหมดแล้ว บั๊ดจึงรีบวิ่งขึ้นบันไดแต่สวนกับพ่อที่เดินลงมา และถามบั๊ดว่า
“ลูกเห็นช็อกโกแลตที่ป้าซื้อมาฝากบ้างไหม เห็นป้าบอกว่าอร่อยนักหนา พ่อก็เลยจะชิมดูเสียหน่อยว่ารสชาติเป็นอย่างไร แต่หาเท่าไรก็หาไม่เจอสักที”
บั๊ดอึก ๆ อัก ๆ เพราะไม่ค่อยอยากแบ่งช็อกโกแลตให้ใคร แต่เมื่อเป็นพ่อก็ไม่อาจปฏิเสธได้ ดังนั้นเขาจึงพาพ่อไปที่ห้องนอนและเปิดผ้าปูที่นอนออก ทันทีที่ได้เห็นของวางอยู่ สองพ่อลูกร้องออกมาด้วยความตกใจ
ช็อกโกแลตแท่งนั้นยังวางอยู่ที่เดิม แต่ไม่อยู่ในสภาพที่จะกินได้อีกต่อไป เนื่องจากกองทัพมดได้จัดการกัดกินช็อกโกแลตแท่งนั้นจนกลายเป็นรูพรุนไปเสียทั้งแท่ง พ่อของบั๊ดจึงต้องเอาช็อกโกแลตแท่งนั้นไปทิ้งถังขยะก่อนจะมาสอบถามความจริงจากบั๊ดซึ่งทำหน้าเหมือนจะร้องไห้อยู่รอมร่อ
เมื่อรู้ความจริงทั้งหมดแล้ว พ่อก็พูดกับบั๊ดว่า “เพราะลูกแกะซองช็อกโกแลตทิ้งไว้ มดจึงได้กลิ่นและไปบอกเพื่อน ๆ ของมันให้มากินช็อกโกแลตด้วยกัน นั่นเป็นเพราะพวกมันไม่หวงสิ่งดี ๆ ไว้กับตนเพียงตนเดียว แต่รู้จักแบ่งปันสิ่งดี ๆ นั้นให้กับเพื่อน ๆ ของมันด้วย มดทุกตัวจึงได้กินช็อกโกแลตอร่อยแท่งนี้อย่างมีความสุข แต่สำหรับลูก ลูกคิดแต่จะกินให้อร่อยคนเดียว อยากมีความสุขเพียงคนเดียว สุดท้ายลูกก็จะไม่เหลืออะไรอย่างนี้เอง จำไว้นะ สิ่งดี ๆ มีไว้แบ่งปัน มิใช่เก็บไว้กับตัวเอง”
บั๊ดปล่อยโฮด้วยความเสียใจที่ตัวเองตระหนี่ไม่รู้จักแบ่งปันสิ่งดี ๆ เพื่อคนอื่น จึงต้องเสียช็อกโกแลตไปทั้งหมด ต่อไปนี้เขาจะทำตัวเสียใหม่อย่างที่พ่อสอน
พ่อกอดบั๊ดและปลอบเขาอย่างอ่อนโยน
พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ คลอง๕ 
บทสรุปของผู้แต่ง
เพียงแค่แบ่งปันสิ่งดี ๆ ที่เรามีอยู่แล้วให้คนอื่นบ้าง ไม่ต้องมากมาย แบ่งให้เขาเท่าที่เราจะให้ได้ และเพียงพอที่จะทำให้เราเห็นรอยยิ้มสวย ๆ และได้ยินเสียงหัวเราะดัง ๆ ของเขาก็พอ
การแบ่งปันอาจจะทำให้เราเหลือสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขน้อยลง แต่จะเพิ่มกลิ่นแห่งความสุขให้อบอวลอยู่ในโลกมากขึ้น และเราเองก็จะ ได้รับความสุขเพิ่มขึ้นอีกจากเรื่องดี ๆ ที่เราทำลงไป ก็เหมือนเวลาเราเล่าเรื่องตลกให้ใครฟังนั่นล่ะ เราไม่ได้ต้องการเงินทองจากเขาสักหน่อย เราแค่อยากให้เขายิ้มหรือหัวเราะไปกับเรื่องที่เราเล่า แค่นั้นเองที่เราอยากเห็น และแค่ได้เห็นก็ทำให้เรามีความสุขได้แล้ว
พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ เอกมัย
อ่านจบแล้วรู้สึกอย่างไรกันบ้างครับ สิ่งดีๆ ที่เรามี เราก็ควรจะแบ่งปันให้คนอื่น ในมุมของผมเอง เรื่องของความรู้ก็เช่นกัน หัวหน้างาน และผู้จัดการบางคน ที่เป็นคนเก่ง แต่ไม่ค่อยแบ่งปันความรู้ให้กับลูกน้อง สุดท้ายลูกน้องเองก็ทำงานไม่ได้ ทำงานไม่เป็น ทำงานผิดพลาด เพราะนายมัวแต่หวงความรู้ เพราะกลัวว่าตัวเองจะหมดความสำคัญ แต่สุดท้ายก็ไม่มีอะไรที่ดีขึ้น ผิดกับการให้ความรู้ ผลจะทำให้ลูกน้องรู้มากขึ้น เก่งขึ้น และทำงานได้ดีขึ้น ผิดพลาดน้อยลง คนสอนเองก็รู้แน่นมากขึ้น เชี่ยวชาญมากขึ้น ซึ่งมันส่งผลดีต่อทั้งคู่ และสุดท้ายก็ส่งผลดีต่อองค์กรด้วยเช่นกันครับ
สงกรานต์ ปี ๒๕๕๘ เล่นน้ำในกะบะหลังกำลังฮิต
เครดิตที่มาของนิทานครับ
https://prakal.wordpress.com/2015/10/09/%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%A7-%E0%B8%8A%E0%B9%87%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%82%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%95/
พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ ท้องฟ้าจำลอง
ศูนย์แสดงพันธุ์สัตว์น้ำ สมุทรสาคร

ชายหาดหัวหิน 
ถ่ายเซลฟี้เล่นกันป่าปี๊ ที่บ้านริมคลอง
อุโมงค์ปลา ศูนย์แสดงพันธุ์สัตว์น้ำ สมุทรสาคร

วันอังคารที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ฮีโร่ของผม (MY HERO)



สมัยที่ผมยังเป็นเด็กซนคนหนึ่ง (๗-๘ปี) ที่เติบโตมาในย่านตลาดเก่าชานกรุงเทพฯ ผมเติบโตมากับเพื่อนทั้งรุ่นเดียวกันและรุ่นใหญ่ในตลาด  ในช่วงปิดเทอม จึงเป็นช่วงที่มีความสุขของเด็กนักเรียนโรงเรียนวัดอย่างผมมากๆ


มีผู้ใหญ่ที่เคารพท่านหนึงพูดว่า “เด็กสมัยนี้ ของเล่นเยอะ เขาเลยจะมีเพื่อนน้อย ไม่เหมือนเด็กเมื่อก่อน ที่เด็กๆจะมีของเล่นน้อย แต่กลับกัน จะมีเพื่อนเยอะ”  ในสมัยผม เรามีเพื่อนเยอะ เราจึงอยู่ไม่ติดบ้านเท่าไหร่ ความซ่าส์ของผมเป็นลำดับต้นๆของกลุ่มเพื่อนในวัยเดียวกัน ในแต่ละวันผมจะไปวิ่งเล่นจนเหนื่อยและจะกลับเข้าบ้านผุดเข้าผุดออก 


แต่มีอยู่บ้านหนึ่งผมเข้าออกบ่อย คือ บ้านเจ้าเป้ง บ้านเป้งเป็นตึกแถวสองชั้น เป็นร้านขายของชำ ขายข้าวสารทุกชนิด ขายสินค้าหลายอย่าง ผมได้เรียนรู้ลักษณะของเมล็ดข้าว ก็จากการมานั่งเล่นที่บ้านนี้ว่า  อะไรคือข้าวเหนียว  อะไรคือข้าวเสาไห้ หรือข้าวหอม etc.  สิ่งที่น่าสนใจที่สุดสำหรับผมที่อยู่ที่บ้านเป้ง คือ “ทีวี” หรือ “โทรทัศน์”


ในยุคนั้นหากบ้านไหนมีทีวีถือว่ามีฐานะพอสมควร บ้านเป้งมีทีวีสีตั้งอยู่บนเหล็กฉากแขวนติดไว้กับคาน เวลาดูต้องแหงนคอดู ไม่เกะกะร้าน ผมจะใช้เวลาส่วนใหญ่แอบตามมันกลับมาดูทีวีที่บ้านด้วยเสมอถ้ามีโอกาส และบางวันอาจไม่ได้ไปดูทีวี เพราะมีเรื่องทะเลาะกันกับเจ้าเป้ง ก็ไม่ไปดู (มีงอล) ไอ้เป้ง เป็นเพื่อนที่มีรูปร่างใหญ่  อวบหนา ตัวใหญ่กว่าผม คล้ายไจแอ้น กะโนบิตะ และใช่เลยผมจะมีเรื่องกับมันบ่อยที่สุด แต่ก็สนิทกัน พูดแล้วคิดถึงเจ้าเป้งเหมือนกันครับ  เพราะพอเวลาเราโตมา  เราต่างก็แยกย้ายไปตามเส้นทางของแต่ละคน พอได้ทราบเฉพาะเพื่อนบางคนที่ไม่ได้ย้ายบ้าน แล้วแม่ผมยังได้พูดถึงให้ฟังอยู่เวลาที่แกกลับไปเที่ยวหาเพื่อนๆที่ตลาดเก่า

ปู๋กับปลาทู พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน หัวหิน

เย็นวันหนึ่งวันเกิดเหตุ  ปกติทุกๆเย็นจะมีพี่ๆรุ่นใหญ่จากหลังตลาด เขาเอานวมมาซ้อมชกมวยกันตรงลานจอดรถตรงกลาง  ผมเสร็จงานในบ้านแล้วจึงออกมาเดินเล่นนอกบ้าน  พี่กร ลูกลุงขายกาแฟ เรียกผมให้เข้าไปหา แกบอกว่า อยากซ้อมมวยรึปล่าว ซึ่งผมก็แบ่งรับแบ่งสู้ เพราะยังไม่รู้ว่าจะต้องต่อยกับใคร  และแล้วดวงไม่แคล้วกัน ผมเหลือบไปเห็น “เจ้าเป้ง” ถูกกำลังให้ใส่นวมอยู่ฝั่งตรงข้าม มีพี่ๆผู้ใหญ่หลายคนเริ่มล้อมวงเข้ามาดูว่า เราทำอะไรกัน  พอเดาได้ครับ ผมต่อยกับเจ้าเป้ง ยกแรกผ่านไปอย่างบอบช้ำ  ผมโดนอัดยับ ด้วยขนาดตัวที่เล็กกว่าหลายขุม แต่ผมยังไม่ยอม มีเสียงบ่นพวกพี่ๆ ว่าพวกมึงทำไมแกล้งมัน  มันสู้ไม่ได้ เลิกๆๆ ..... จนผมได้ยินเสียงจากทางด้านหลังที่ทำให้หัวใจเต้นแรงขึ้น คือเสียงพ่อผม  พี่กรกำลังอธิบายให้พ่อผมเข้าใจว่าเราเล่นกัน 

“พ่อ!! อย่าเพิ่งเข้ามา  เราซ้อมเล่นกัน เดี๋ยวเลิกแล้วไม่ได้ต่อยจริง!?!”  (แอบนึกในใจตาม  ว่าผมเจ็บจริงนะพี่กร!)


 “พ่อไม่ได้ว่าอะไร  พ่อจะขอดูหน่อย ว่ามันสู้คนเป็นไหม!?!”  พ่อผมบอกพี่กร  พร้อมขยับเข้ามาในวง

ปู่กับย่า ทำทำบุญสงกรานต์รามัญที่บ้านบางกระดี่


 คำพูดพ่อเหมือนมีพลังบางอย่างส่งมาให้ผม  หรือไม่  ผมอาจกลัว.. ไม่อยากแพ้ให้พ่อเห็น  ยกสองเริ่มขึ้น ผมวิ่งเข้าใส่เจ้าเป้งทันที ระดมหมัดเป็นชุดๆใส่หน้าใส่หัว ในใจคิดว่า ต้องคว่ำเจ้าเป้งให้ได้ พ่อจะได้ภูมิใจ

...  แต่ปราฏิหารณ์ไม่มีจริงครับ T.T 

ผมถูกเจ้าเป้งระดมหมัดกลับมาอีกหลายชุด จนพวกพี่ๆ เห็นว่าไม่รอดแน่หากปล่อยให้ชกต่อไปเลยยุติการชกไป แปลกดีนะครับ  เวลาที่คนชกกัน ไม่ต้องมีกรรมการมาบอก เราก็รู้สึกได้ว่าเราแพ้หรือชนะ  ผมก็เช่นกัน
 พ่อเดินมาหาผม ถามว่าเจ็บอะไรไหม เวลานั้นผมอยากร้องไห้.. ผมเจ็บ..ผมแพ้  แต่ผมตอบว่า “ไม่เจ็บ” พ่อลูบหัวผม ก่อนพูดกับผมว่า “ไม่ว่าแพ้หรือชนะ ป๊าภูมิใจที่ลูกกล้าที่จะสู้.. ไป! กลับบ้านอาบน้ำ แม่ทำกับข้าวรอแล้ว”

ปู่กับหลานๆ ปลาเข็ม ๓ขวบ ปลาทู ขวบหน่อยๆ


 วันนั้นถึงผมจะแพ้เจ้าเป้งอย่างไม่เป็นท่า  แต่การได้เดินกลับบ้านกับพ่อในครั้งนั้น  มันมีความสุขอยู่ในใจครับ  จนทุกวันนี้ บางทีผมยังนึกอยู่บ่อยเวลาที่อะไรไม่เป็นไปอย่างที่เราคาดหวังว่า "ความพ่ายแพ้ ความล้มเหลว อีกมุมมองนึงก็จะมีเรื่องราวดีๆ และมีพลังแฝงซ่อนอยู่  ที่บางทีเราแพ้บ้างก็ได้ครับ" 


ปู่กับย่า ที่พระอุโบสถ พระพุทธชินราช
     


ทริปหัวหิน ปี 2558

อ๋า 

กรกฏาคม 2558