วันจันทร์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

My Role Model : ชัยพร พรหมพันธุ์ ชาวนาเงินล้าน



















 บุคคลต้นแบบของผมท่านนี้เขาเป็นชาวนาครับ แต่เขาเป็นชาวนาที่ไม่เหมือนชาวนาที่ผมเคยรู้จัก เขาทำนาโดยไม่เคยเอาเปรียบดินไม่เคยทำร้ายธรรมชาติ   พี่ชัยพร  พรหมพันธุ์ ชาวนาในวัย 48 อยู่บ้านเลขที่ 35 หมู่ที่ 1 ตำบลบางใหญ่ อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จากศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน อำเภอบางปลาม้า สมรสกับคุณวิมล พรหมพันธุ์ บุตรมี 3 คน เป็นชาย 1 คน หญิง 2 คน เป็นชาวนาที่ผมถือว่าไม่ธรรมดาในความคิดผม ผมได้รู้จักชีวิตพี่เขาผ่านรายการ “คนค้นคน” และได้ตามศึกษาชีวิตพี่ชัยพรต่อจากการหาสื่ออื่นๆ มาอ่านเพิ่มเติม 

ในปัจจุบันพี่ชัยพร กับศรีภรรยาจะช่วยกันทำนาบนพื้นที่ 102ไร่ โดยทำนาได้ปีละ 2ครั้ง บนหลักความคิดที่พึ่งตนเอง เปิดใจ ช่างคิด ช่างประดิษฐ์ และช่างสังเกตธรรมชาติรอบตัว แล้วนำสิ่งของเหลือใช้มาประยุกต์ใช้ในการทำนาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประหยัด มหัศจรรย์

"เวลาที่เราทำอะไรด้วยความปราณีต  ผลที่ได้มันก็จะดี แต่ถ้าเริ่มต้นชุ่ยๆ ผลที่ได้มันก็ชุ่ย" 

นี่คือคำพูดสอดรับกับผลลัพท์ในแต่ละปีที่พี่ชัยพร สร้างขึ้นมา แต่ละปีพี่ชัยพรจะมีกำไรจากการขายข้าวหลังหักค่าใช้จ่าย ประมาณเกือบ 2ล้านบาทต่อปี สำหรับการทำนา 2ครั้งต่อปี ต้นทุนที่พี่ชัยพรใช้ต่อไร่ค่าใช้จ่ายอยู่ประมาณ 2พันบาทเท่านั้น โดยปัจจุบันมีการให้เงินเดือนตนเองกับภรรยามีเงินเดือน คนละ 50,000 ถึง 60,000บาท ต่อเดือน ประยุกต์คำนวณจากการที่ไม่ต้องจ้างคนอื่นมาทำนา
 
 
พี่ชัยพรเล่าว่าสิ่งที่สร้างความแตกต่างให้กับการทำนาของเขา ที่ต่างจากคนอื่นคือ การช่างสังเกต ช่างสงสัย ช่างทดลอง และกล้าได้กล้าเสีย พร้อมกับเล่าให้ฟังว่า

 "ทำนาเคมีมา 20 กว่าไร่ ครั้งแรกปี 2525 ได้ข้าว 13 เกวียน จำได้แม่นเลย ขายได้เกวียนละ 2,000 บาท ขาดทุนยับ พอดูหนทาง เลยไปสมัครเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน คิดว่าจะได้เบิกเงินค่าเรียนลูก เพราะมองอนาคตแล้วว่าไม่มีปัญญาส่งลูกแน่ แต่ปี 2531 เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลอาละวาดหนัก แถวบ้านเราโดนกันหมด ก็พอดีอาจารย์เดชา ศิริภัทร ทำเรื่องนาอินทรีย์และใช้สมุนไพร มาขอทำแปลงทดลองปลูกสมุนไพร พ่อก็แบ่งนาให้ 5 ไร่ ด้วยความเกรงใจ อาจารย์ก็เริ่มทดลองใช้สะเดาสู้กับเพลี้ย เครื่องไม้เครื่องมือเยอะ ผมก็ไปช่วยอาจารย์ฉีด ก็ฉีดไปยังงั้น เราไม่ได้ศรัทธาอะไร แต่ปรากฎว่าแปลงนาที่สารเคมีเสียหายหมด ส่วนแปลงนาที่ฉีดสะเดากลับไม่เป็นอะไร

ผมก็เริ่มจะเชื่อแล้ว แต่ก็ยังไม่เต็มร้อย เลยเอามาทำในนาของผมเอง ซึ่งปีนั้นชาวนาโดนเพลี้ยกันเยอะมาก หน่วยปราบศัตรูพืชจังหวัด เขาเลยเอายาที่ผสมสารเคมีมาแจก ผมก็ลองเอามาใช้ โดยแบ่งว่าแปลงนานี้ฉีดสารเคมี แปลงนานี้ฉีดสะเดา ซึ่งผลก็ปรากฎออกมาว่า แปลงนาที่ฉีดสะเดาปลอดภัยดี เก็บเกี่ยวข้าวก็ดี แต่แปลงที่ฉีดสารเคมีตายหมด ตั้งแต่นั้นมาก็เลยเชื่อสนิทใจ แล้วมาลองทำเองดู ผมก็หักกิ่งก้านสะเดามาใส่ครกตำเอง ภรรยาก็บ่นว่าทำไปทำไมเสียเวลา แต่ผมรั้น คือยังไงก็ขอลองหน่อย ก็เอาไปฉีดแล้วข้าวก็ได้เกี่ยว ผลผลิตก็ออกมาดีเกินคาด ทีนี้ชาวบ้านก็แห่มาขอสูตรเอาไปทำบ้าง แต่ก็ไม่ค่อยมีใครประสบผลสำเร็จ เพราะเขาใช้สมุนไพรคู่กับยาเคมี บางคนใช้เคมีจนเอาไม่อยู่แล้วถึงหันมาใช้สะเดา พอมันไม่ได้ผลทันตาเห็น ก็กลับไปใช้สารเคมีกันเหมือนเดิม
 

เกษตรกรดีเด่นสาขาอาชีพทำนา กล่าว



ทุกครั้งที่ขายข้าวได้ พี่ชัยพรจะนึกถึงบุคคลที่นำเอาวิธีเกษตรอินทรีย์มาให้เขาได้รู้จัก และปรับใช้ในที่นาของเขา จนมีเงินเหลือเก็บ ...
"ถ้าผมไม่ได้เจออาจารย์เดชาก็คงไม่ได้เกิดหรอก คงไม่ได้ส่งลูกเรียนปริญญาโทไป 2 คน อีกคนก็ว่าจะเรียนปีหน้า ลูกมาทีเอาเงินค่าเทอมทีละ 40,000 – 50,000 บาท ก็ยังเฉย ๆ เรามีให้"  

พี่ชัยพรทำนาด้วยหลักธรรมชาติเกษตรอินทรีย์มากว่า 30ปีแล้ว ได้ผลผลิตดีทุกปีไม่เคยขาดทุน ปีไหนที่ข้าวราคาไม่ดี อย่างแย่สุดก็จะขาดทุนกำไร อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้พวกเราได้รู้จักตัวตนของผู้ชายคนนี้มาก เพราะพี่ชัยพรเป็นคนใจกว้าง ไม่เคยปกปิดกลยุทธ์หรือกรรมวิธีในการทำนาให้เกิดผลดีที่สุดใครมีปัญหาเกี่ยวกับการปลูกข้าว พี่ชัยพรจะช่วยแนะนำให้ตลอด 

3ปีที่ผ่านมานี้ พี่ชัยพร จัดสรรแบ่งเวลาในแต่ละวันอย่างเต็มประสิทธิภาพ คือ ก่อนรับประทานข้าวเช้า พี่ชัยพรจะออกไปนา ไปติดตั้งเครื่องสูบน้ำ หรือทำกิจกรรมต่างๆ ในช่วงเวลาเช้าให้เสร็จสิ้นก่อน เพราะในช่วงสายๆ ของแต่ละวันจะมีประชาชนผู้สนใจ นักศึกษามาขอคำแนะนำหรือขอชมการทำนาตามแนวทางแบบอย่างที่พี่ชัยพรทำ รวมถึงการไปเป็น Guest Speaker ให้กับองค์กรเอกชนและภาครัฐหลายแห่งตลอดมา แม้ตรงนี้เอง พี่ชัยพรจะเคยบอกว่ามันทำให้เขาไม่มีเวลาไปดูแลข้าวในนาอย่างที่เขาเคยมีเวลา และกว่าจะส่งแขกเสร็จ กลับไปเก็บเครื่องมือต่างๆ ก็เข้านอนประมาณ ห้าทุ่มทุกวันก็ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกเสียดายผลผลิตที่ไม่ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยอย่างตอนก่อนจะเป็นที่รู้จักของประชาชน

 
 
ในด้านวิสัยทัศน์ พี่ชัยพรปัจจุบันเปรียบเสมือนเป็นผู้นำความคิดของชุมชน พี่ชัยพรวางแนวทางให้กับสังคมสำหรับการเตรียมความพร้อมรับอุทกภัย ที่คนที่ราบลุ่มมีสิทธิ์เจอกันทุกปี และจากเหตุการณ์มหาอุทกภัยพิบัติเมื่อปี 2554 ชาวนาประสบปัญหาข้าวเกิดความเสียหายเก็บเกี่ยวผลผลิตไม่ได้ ทุกคนอยู่ในภาวะขาดทุน สูญเสียทรัพย์สิน เงินทองและกำลังใจ ตนซึ่งเป็นชาวนามาแต่กำเนิดและเรียนรู้วิธีการทำนามาทุกรูปแบบ

ดังนั้นพี่ชัยพรมองว่าการหันมาปลูกข้าวหนีน้ำ หรือที่เรียกกันว่าข้าวเบา ซึ่งใช้ระยะเวลาในการปลูกเพียง 3 เดือนก็เก็บเกี่ยวข้าวได้แล้วเป็นแนวทางการรับมือน้ำท่วมที่อาจจะเกิดขึ้นอีก ซึ่งในปีที่ผ่านมาชาวนาส่วนใหญ่หรือเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์จะปลูกข้าวหนัก ที่ต้องใช้เวลาในการปลูก 4 เดือน เนื่องจากได้ราคาดีกว่าข้าวเบาเกวียนละ 1,000 บาท อีกทั้งข้าวหนักเป็นข้าวที่รัฐบาลรับประกันราคา

ผมและคนในชุมชน หมู่ 1 หมู่ 2 หมู่ 8 ของ อ.บางปลาม้าทั้งทุ่ง กว่า 50 เปอร์เซ็นต์ จึงหันมาปลูกข้าวเบากันในปีนี้ จากที่แทบไม่มีใครปลูกเลย เพราะเมื่อหันมาปลูกข้าวที่ใช้ระยะเวลาในการเติบโตสั้นเราจะสามารถเก็บ เกี่ยวข้าวภายในเดือนสิงหาคมนี้ ซึ่งจะหนีน้ำทัน และเรายังขายข้าวให้กับโรงสีข้าวได้ เราจึงไม่เสี่ยงกับการขาดทุนด้วยการปลูกข้าวหนัก เพราะเมื่อปีที่แล้วน้ำท่วมนาข้าวแค่เพียง 2 สัปดาห์ ผมเสียเงินไปถึง 4 แสนบาท นอกจากนี้ชาวนาที่ปลูกข้าวอยู่ในละแวกเดียวกันยังรวมกลุ่มกันช่วยกันดูแลที่ นา  
หากเกิดปัญหาน้ำท่วมขึ้นอีกในปีนี้ ทุกคนก็จะช่วยกันลงแรงหรือลงแขกวิดน้ำออกจากที่นา ช่วยกันเก็บเกี่ยวผลผลิต เพื่อให้ทันก่อนที่น้ำจะท่วมนา นอกจากนี้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งเห็นว่าชาวบ้านรวมตัวกันในการรับมือ กับภาวะน้ำท่วมก็ยินดีเข้ามาช่วยสนับสนุนเครื่องมือต่างๆ ด้วย เช่น เครื่องสูบน้ำ เชื้อเพลิง เป็นต้น เป็นความสามัคคีในชุมชนเพื่อรับมือกับอุทกภัยที่อาจจะเกิดขึ้นอีกครั้งก็ ได้    พี่ชัยพร กล่าวไว้

จากการได้ศึกษาชีวิตพี่ชัยพร ทำให้ผมรู้สึกว่าผู้ชายคนนี้มีหัวใจที่สุดยอด ในทุกๆปัญหาพี่ชัยพรมักมีทางออกให้กับงานความรับผิดชอบของตนเองตลอด และคุณสมบัติที่ทำให้ชัยพรมีความโดดเด่น ฉีกกรอบจากชาวนาทั่วไป มีความเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง (Transformational Leadership) ที่มีความชัดเจนในหลักของ 1.การมีอิทธพลอย่างมีอุดมการณ์ 2.การสร้างแรงบันดาลใจที่ดีให้กับผู้อื่นหรือคนรอบข้าง 3.การสร้างจุดเปลี่ยนทางความคิดให้เกิดปัญญา 4.การคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล  และยังเป็นแรงบันดาลใจ (Inspiration) ให้คนอื่นๆได้


  
สำหรับตัวผมเองได้มุมมองชีวิตที่ดีที่เกี่ยวกับงาน คือ หากเราอยากได้ผลลัพท์ที่ดี เราต้องทำอย่างปราณีตในทุกๆขั้นตอนแล้วผลลัพท์จะออกมาดีตาม เนื่องจากผมทำงานด้านแรงงานสัมพันธ์ จุดเล็กๆที่เริ่มจากการพูดคุยถ้าเราไม่ปราณีต ไม่สนใจเอาใจใส่ในการพูดคุย ผลลัพท์อาจจบลงที่ศาลแรงงานได้เสมอ อีกสิ่งคือความเสียสละที่พี่ชัยพรแสดงให้เห็นชัดเจนพร้อมยินดีที่จะสละเวลาในการดูแลกระเป๋าตังค์คือผลผลิตนาข้าวของตัวเองทั้ง 102ไร่อย่างทั่วถึง สละมาทำคุณประโยชน์ให้กับสังคมในการที่จะนำความรู้ที่ตนเองมีและชำนาญ แบ่งปันให้กับผู้อื่นอย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย และตรงนี้เองส่วนตัวผมเชื่อว่าธรรมชาติจะคืนสิ่งล่ำค่าให้พี่ชัยพรอย่างแน่นอนครับ
ขอบคุณท่านอาจารย์นุ่นที่สั่งการบ้านเราในวิชา Talent Management  ทำให้เราได้มีโอกาสมาสังเคราะห์ความคิดเรา ได้เรียนรู้ว่าประสบการณ์ของทุกชีวิตมีคุณค่ากับเรามากเพียงใด และเราสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับชีวิตเราได้แน่นอนเพียงเราเปิดใจมองมันครับ

ภาพและคำพูดตัดบางส่วนจากนิตยสาร ค.ฅน ฉบับเดือนตุลาคม 52 และจากคลิป รายการคนค้นคน ตอน ชาวนาเงินล้าน และบทสัมภาษณ์ในยูทูป 

ผมลงโพสนี้เมื่อประมาณกรกฎาคม 2555 นะครับ แล้ว เมื่อวันที่ผมเข้ารับพระราชทานปริญญา เมื่อ 29 มกราคม พ.ศ. 2558 ก็มีสิ่งมหัศจรรย์เกิดขึ้นกับผม...บุคคลต้นแบบของผมครับ  

ขอบคุณพี่ชัยพร พรหมพันธ์ุ กับภรรยามากๆ ครับ 

(ปรับปรุงข้อมูล มีค.58)




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น